หมวดข้อมูล
บทความและงานวิจัย
jate2jate3 :: สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร ::
ความดันเลือด...มิตรรักหรือศัตรูร้าย

 ในคน 100 คน จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง 5 – 10 คน และมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นโรคนี้ไม่รู้ตัวมาก่อน คุณเป็นคนหนึ่ง หรือเปล่าที่ไม่ทราบว่ามีความดันเลือดสูง

คุณประชา อายุ 40 ปี มีอาการปวดมึนศีรษะ ปวดท้ายทอย และบางครั้งมีเลือดกำเดาไหล จึงตัดสินใจไปพบแพทย์ด่านหน้าก่อนเข้าพบแพทย์คุณประชาได้รับการชั่งน้ำหนัก วัดความดันเลือด

“เดินมาเหนื่อยๆ นั่งพักก่อนนะคะเดี๋ยวพยาบาลจะวัดความดันให้ค่ะ… ความดัน 140/100 (ร้อยสี่สิบต่อร้อย) มิลลิเมตรปรอทจัดว่าความดันสูงนะคะ แต่เพื่อความแน่ใจนั่งพักสัก 5 นาทีก่อนนะคะ แล้วจะลองวัดซ้ำให้ใหม่ค่ะ” แต่เมื่อวัดซ้ำอีกสองครั้งปรากฏว่าความดันของคุณประชาก็ยังคงสูงเหมือนเดิม

คุณล่ะคะ วัดความดันเลือดครั้งสุดท้ายเมื่อไร ตรวจสอบความดันของคุณ ที่บอกว่าความดันเลือดเป็นมิตรรักก็เพราะว่า ความดันเลือดเกิดจากการที่หัวใจสูบฉีดเลือดให้หมุนเวียนเอาออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกาย โดยหัวใจจะบีบ และคลายตัวเป็นจังหวะจึงทำให้เกิดแรงดันขึ้นในหลอดเลือดแดง ดังนั้นถ้าไม่มีความดันก็แสดงว่าหัวใจหยุดเต้นนั่นเองค่ะ เพราะความดันเลือดสัมพันธ์กับจังหวะที่หัวใจบีบ และคลายตัวนี่เอง จึงสังเกตได้ว่าเมื่อวัดความดัน แพทย์หรือพยาบาลมักจะบอกค่าที่วัดได้เป็นตัวเลขสองตัว เช่น 120/80 (ร้อยยี่สอบต่อแปดสิบ) มิลลิเมตรปรอท โดยความดันค่าแรก คือความดันเมื่อหัวใจบีบตัว ส่วนความดันค่าหลังเป็นความดันเมื่อหัวใจคลายตัว ทราบค่าความดันเลือดที่วัดได้แล้วลองเทียบกับความดันปกติตามตารางนี้ดู

วัย

อายุ
(ปี)

ความดันเมื่อหัวใจบีบตัว
(มิลลิเมตรปรอท)

ความดันเมื่อหัวใจคลายตัว
(มิลลิเมตรปรอท)

วัยเด็ก

1 - 10

80 - 100

40 – 50

วัยรุ่น

10 – 20

100 – 120

55 – 60

วัยเริ่มทำงาน

20 – 30

100 – 130

60 – 70

วัยกลางคน

30 – 50

100 – 130

65 – 75

วัยชรา

50 – 70

100 – 150

70 – 80

 

มากกว่า 70 ปี

100 – 170

75 – 85


หมายเหตุ     เพศชายมักจะมีความดันเลือดสูงกว่าเพศหญิง เมื่ออายุเท่ากัน
(ที่มา : มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย)


ยกตัวอย่างเช่น คุณปรีชา อายุ 40 ปี วัดความดันเลือดได้ 140/100 มิลลิเมตรปรอท เมื่อเทียบกับค่าปกติ ซึ่งคนอายุ 30 –50 ปี ควรจะมีความดันสูงไม่เกิน 130/75 มิลลิเมตรปรอท จึงจัดว่าคุณปรีชามีความดันเลือดสูง หรือถ้าจะจำง่ายๆ สำหรับคนทั่วไปคือ ค่า ความดันตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ทั่วไปถือว่าความดันสูง แล้วความดันเลือดของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าความดันปกติก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะแสดงว่าความดันเลือดยังเป็นมิตรรักของคุณอยู่ แต่ถ้าวัดแล้วความดันคุณสูงกว่าปกติ ก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าคุณเป็นโรคความดันเลือดสูง เพราะถ้าวัดความดันทันทีหลังจากที่คุณเพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ หรือกำลังเครียด โกรธใครหัวฟัดหัวเหวี่ยงความดันก็อาจสูงขึ้นชั่วคราวได้
ดังนั้นถ้าวัดแล้วความดันสูงควรพักสัก 5 –10 นาที แล้วลองวัดใหม่ ทำเช่นนี้สัก 3 ครั้ง ถ้ายังสูงอยู่จึงจะเชื่อได้ว่าความดันเลือดสูงจริง

โดยทั่วไปแม้คุณจะไม่มีอาการเช่นคุณปรีชาเลย แต่ถ้าอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป ก็ควรจะตรวจเช็คร่างกาย และวัดความดันทุกปี  เพราะความดันเลือดสูงจัดเป็นศัตรูร้ายประเภทเสือซุ่ม คือไม่ปรากฏอาการอะไรเลยจนกระทั่งผ่านไป 5 – 10  ปี ซึ่งถ้าความดันเลือดสูงอยู่เป็นเวลานาน หรือความดันสูงมาก และไม่ได้รับการรักษา ศัตรูตัวนี้จะทำให้ประสาทตาเสื่อมจนตาบอดได้ ลดและกันความดันสูงด้วยวิธีธรรมชาติ หากมิตรรักของคุณเพิ่งจะเริ่มแปรพักตร์ไปเป็นศัตรู คือมีความดันค่าหลังสูงไม่เกิน 99 มิลลิเมตรปรอท วิธีธรรมชาติต่อไปนี้จะช่วยให้ความดันลดลงได้โดยไม่ต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต หรือแม้มิตรที่กลายเป็นศัตรูร้ายตัวฉกาจไปแล้ว การดูแลตนเองด้วยวิธีการเหล่านี้ควบคู่ไปกับการใช้ยา ก็จะช่วยลดอาการแทรกซ้อน และลดยาได้ในที่สุด

?น้ำหนักลด…ความดันลง
Ramsay และคณะได้ทำการศึกษาในสกอตแลนด์ จนมีหลักฐานแน่นอนแล้วว่าคนที่เป็นโรคความดันสูงที่มีน้ำหนักเกินเมื่อ น้ำหนักตัวเองลดลง 1 กิโลกรัม ความดันเลือดค่าแรกจะลดลง 2.5 มิลลิเมตรปรอท และความดันเลือดค่าหลังจะลดลง 1.5 มิลลิเมตรปรอท
น้ำหนักที่เหมาะสมโดยประมาณสำหรับผู้ชายคือ ส่วนสูง (เป็นเซนติเมตร) ลบ 100
น้ำหนักที่เหมาะสมโดยประมาณสำหรับผู้หญิงคือ ส่วนสูง (เป็นเซนติเมตร) ลบ 110


?แอโรบิกพิชิตความดัน
จากสถิติพบว่า คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือมีอาชีพที่ต้องออกแรงจะเป็นโรคความดันสูงน้อยมาก แต่ในทางกลับกันคนที่ทำงานนั่งโต๊ะ และห่างเหินการออกกำลังกายเป็นความดันสูงกันค่อนข้างมาก บอกอย่างนี้คงจะคิดว่าผู้บริหารระดับสูงจะเป็นโรคความดันเลือดสูงกันมากที่ สุดใช่ไหม  แต่ที่จริงกับพบว่า พนักงานขับรถแท็กซี่เป็นโรคนี้กันมากที่สุด                 สำหรับคนที่เป็นความดันเลือดสูงอยู่ได้มีการศึกษาพบว่า ถ้าออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การเต้นแอโรบิกที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกิน 100 ครั้งต่อนาที ประมาณวันละ 30 นาที ทุกวันหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วันติดต่อกันอย่างน้อยสามเดือน ความดันจะลดลงได้ แต่การโหมออกกำลังกายเป็นการใหญ่กลับไม่ได้ผล  เพราะการออกกำลังกายอย่างหักโหมแต่ระยะสั้นไม่เป็นการเผาผลาญไขมัน จึงไม่ช่วยให้ความดันเลือดลดลง


?ลดเกลือ เพิ่มผักผลไม้
อาหารเค็มจัดจะทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น แต่ไม่ถึงกับให้งดเลย เพียงแนะนำว่าควรลดลงบ้างด้วยวิธีเหล่านี้
-  เวลาปรุงอาหารให้ใช้เกลือ และน้ำปลาในการปรุงอาหารแต่น้อย
-  อย่าเติมเกลือ และน้ำปลาบนโต๊ะ
-  ลดอาหารเค็มจัด เช่น ปลาเค็ม เต้าหู้ยี้ ผักกาดดอง หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร ซึ่งอาจจะไม่มีรสเค็มจัด แต่โดยการผลิตมักต้องใช้เกลือ เช่น กุนเชียง
-  ถ้าอาหารที่มีรายละเอียดข้างกล่องควรศึกษาปริมาณเกลือให้ละเอียดก่อนทุก ครั้ง
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารมันๆ เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ แกงและขนมหวานที่ใส่กะทิ และไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม ขณะเดียวกันควรรับประทานผักและผลไม้ให้มากทุกวัน เพราะโพแทสเซียมในผัก และผลไม้จะช่วยลดความดันได้


?งดบุหรี่ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  
สารนิโคตินในบุหรี่เป็นศัตรูร้ายที่ช่วยเสริมสร้างความดันสูง เพียงสูงบุหรี่ติดต่อกัน 2 มวน ความดันก็สูงขึ้นเกือบ 10 มิลลิเมตรปรอท นานถึง 15 นาที จึงไม่น่าแปลกใจที่คนสูงบุหรี่จัดทั้งวันจะเป็นโรคความดันเลือดสูง ส่วนแอลกอฮอล์ก็มีผลต่อการเพิ่มความดันเลือดเช่นกัน ยิ่งถ้าใครเป็นทั้งนักดูด และนักดวด โอกาสเป็นความดันเลือดสูงก็ยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ

?คลายเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ
เคยเห็นในละครไทย ที่ตัวละครมักจะโกรธ หรือเสียใจอย่างรุนแรง แล้วก็ล้มตึงเสียชีวิตไปเลย ซึ่งแสดงว่าน่าจะเป็นคนเจ้าอารมณ์เป็นทุนเดิมจนก่อโรคหัวใจ หรือความดันสูงอยู่ก่อนแล้ว เมื่อโกรธหรือเครียดมากๆ  ความดันเลือดจะพุ่งสูงขึ้นทันทีจนหลอดเลือดในสมองแตก หรือหัวใจวาย
ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ความดันเป็นเพชฌฆาตเงียบ ควรฝึกคลายเครียด และผ่อนคลายด้วยการคลายเกร็งกล้ามเนื้อ หรือทำสมาธิ และทำจิตใจให้ผ่องใสค่ะ                 ความดันเลือดสูงเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมของเราเองเป็นหลัก การรักษา และป้องกันที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การใช้ยา แต่เป็นการปฏิบัติตัวของเราเอง



สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร 315/6 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400
โทรศัพท์ : (66-2) 644-4888 เบอร์แฟกซ์ : (66-2) 644-6736
อีเมล์ : webmaster@afrims.go.th