หมวดข้อมูล
บทความและงานวิจัย
jate2jate3 :: สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร ::
อยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุข

อยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุข องค์การอนามัยโลกบอกว่าทั่วโลกมีผู้เป็นเบาหวานประมาณ 177 ล้านคน และคาดว่าปี 2025 จะพบผู้เป็นเบาหวานทั่วโลก 300 ล้านคน

หากคุณเป็นเบาหวานอยู่แล้ว เรามีคำแนะนำที่จะช่วยให้คุณอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุข หรือ หากคุณไม่อยากเป็น 1 ใน 300 ล้านคนที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ไว้ เรามีวิธีป้องกันดังนี้ รู้ลึกรู้จริงเรื่องเบาหวาน  ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงวรรณี  นิธิยานันท์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช พยาบาล อธิบายถึงการเกิดเบาหวานไว้ว่า

ปกติร่างกายเราต้องใช้น้ำตาลเป็นพลังงานอยู่ตลอดเวลา โดยในระหว่างวันเราจะได้น้ำตาลจากอาหารหมวดแป้ง และน้ำตาลที่เรากินเข้าไป และถึงแม้จะเป็นช่วงที่เราไม่ได้กิน เช่น เวลานอน หรืออดอาหารแต่สมองยังต้องการน้ำตาลอยู่ ตับก็จะสร้างน้ำตาลขึ้นมา โดยดึงมาจากน้ำตาลใต้ผิวหนัง และไกลโคเจนที่ตับเก็บไว้ออกมาเปลี่ยนเป็นน้ำตาล

น้ำตาลจะไปทั่วร่างกายที่มีหลอดเลือดไปเลี้ยง แต่น้ำตาลจะเข้าไปในกล้ามเนื้อเองไม่ได้ ต้องให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาเป็นกุญแจไขพามันเข้าไป และอินซูลินนี้เองที่เป็นตัวควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไว้ไม่ให้สูงเกินไป


แต่ในคนที่มีความผิดปกติที่ตับอ่อนทำให้ตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลิน หรือผลิตแต่ปริมาณไม่เพียงพอ หรือปริมาณเพียงพอแต่เป็นอินซูลินที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถพาน้ำตาลเข้ากล้ามเนื้อไปใช้ได้ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูง และเมื่อน้ำตาลในเลือดมากเกินกว่าที่ไตจะกรองกลับได้น้ำตาลจึงล้นออกมากับ ปัสสาวะ เกิดเป็นเบาหวาน หรือปัสสาวะหวาน วิธีสังเกตว่าเป็นเบาหวาน น้ำตาลที่ออกมาทางไตมีความหนืดข้น จึงดึงเนื้อออกมาด้วยเพื่อให้น้ำเป็นตัวพามันออกมา ทำให้ ปัสสาวะ มากและบ่อย เมื่อเสียน้ำมากก็รู้สึก กระหายน้ำมาก บวกกับกล้ามเนื้อไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ จึงทำให้อ่อนเพลีย น้ำหนักลด หิวเก่ง กินจุ   แต่ถ้าอยากทราบแน่นอนว่าเป็นเบาหวานหรือไม่  ให้ใช้การตรวจน้ำตาลในเลือดเป็นหลักและวิเคราะห์ผลตามตารางนี้ดู

ระดับ น้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร 8 ชั่วโมง(มิลลิกรัม/เดซิลิตร)
ผลการวิฉัย

70-109

ปกติ

110-125

เบาหวานก้ำ กึง/เบาหวานแอบแฝง

ตั้งแต่ 126 ขึ้นไป

เป็นเบาหวาน



ในคนที่ตรวจเลือดแล้วพบว่ายังก้ำกึ่งว่าจะเป็นเบา หวานหรือไม่ (ระดับน้ำตาลในเลือด 110-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) แพทย์จะทำการตรวจพิเศษ โดยให้กินน้ำตาล 75 กรัม  แล้วอีกสองชั่วโมงเจาะเลือดดูอีกครั้ง ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดถึง 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรจะถือว่าเป็นเบาหวาน
ส่วนที่ยังเป็นข้อกังขาว่าคนกินอาหารหวานจัดเป็นประจำจะทำให้เป็นเบาหวานได้ หรือไม่ คุณหมออธิบายดังนี้

แม้การกินอาหารหวานเป็นประจำจะไม่ได้ทำให้เป็นเบาหวานในทันที แต่ทุกครั้งที่กินหวานมากเท่าไรก็จะเป็นการกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน ออกมาขึ้นเท่านั้น และการกินหวานเป็นประจำจะทำให้อ้วน คนอ้วนมีไขมันมาก ไขมันทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี ที่สุดก็อาจจะเป็นเบาหวานได้ ส่วนจะเป็นเบาหวานเร็ว หรือช้าก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของตับอ่อนของแต่ละคน วิธีไกลเบาหวาน  จากการศึกษาในยุโรป และสหรัฐอเมริกายืนยันว่า การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายสามารถลดอัตราการเกิดเบาหวานได้ถึง 58 เปอร์เซ็นต์ ทั้งผู้ที่ยังปกติ และผู้ที่ก้ำกึ่งจึงควรจำกัดอาหารแป้ง เลี่ยงอาหารหวาน และอาหารมัน ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเครียด และตรวจสุขภาพทุกปี คุมเบาหวานอย่างอิ่มอร่อย คนเป็นเบาหวานก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันแต่ต้องเข้มงวดมากขึ้น ทุกข์หนักของผู้เป็นเบาหวานเห็นจะเป็นเรื่องถูกห้ามรับประทานของโปรด แต่ ดร.วันทนีย์  เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็มีคำแนะนำให้ผู้เป็นเบาหวานคุมน้ำตาลได้อย่างอิ่มอร่อย

คนเป็นเบาหวานสามารถกินอาหารได้หลากหลายชนิด แต่ต้องควบคุมปริมาณอาหารในหมวดแป้งและน้ำตาล ยกตัวอย่าง อาหารกลุ่มแป้ง จะกินข้าว ก๋วยเตี๋ยว หรือขนมปังก็ได้ แต่ถ้าในมื้อนั้นกินข้าวไปสองทัพพีแล้วก็ไม่ควรกินขนมปังอีก หรือถ้าอยากกินขนมปังสักหนึ่งแผ่นก็ให้กินข้าวแค่หนึ่งทัพพี (ข้าวสองทัพพีเท่ากับขนมปังสองแผ่น หรือข้าวเหนียวครึ่งถ้วยตวง หรือเมล็ดข้าวโพดหนึ่งถ้วย) และถ้าจะให้ดีควรเป็นข้าวกล้องหรือขนมปังโฮลวีท


ผู้เป็นเบาหวานเมื่อจำกัดอาการหมวดแป้งแล้วรู้สึกไม่อิ่ม ก็ให้รับประทานผักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักใบเขียวเข้ม แทนที่จะรับประทานผลไม้หรือขนมเพราะผักมีแป้งอยู่น้อย น้ำตาลจึงขึ้นช้า ในแต่ละมื้อผู้เป็นเบาหวานลองสำรวจตัวเองดูว่ากินผักสดหนึ่งถ้วยหรือยัง หรือหากเป็นผักต้มก็ควรให้ได้สักครึ่งถ้วยตวง

ผลไม้ส่วนใหญ่มีแป้งมากพอๆ กับข้าว เช่น ส้มหนึ่งผลมีแป้งใกล้เคียงกับข้าวหนึ่งทัพพี แต่กินไม่อิ่ม ทำให้ต้องกินมากกว่ากินข้าว ก็จะยิ่งได้น้ำตาลมากขึ้น หรือถ้าดื่มเป็นน้ำส้มก็จะยิ่งได้น้ำตาลมากขึ้นไปอีก (น้ำส้มหนึ่งแก้วต้องคั้นจากส้มหลายผล) ผู้เป็นเบาหวานจึงควรจำกัดผลไม้

หรือหากอยากรับประทานผลไม้ ให้เทียบเคียงปริมาณน้ำตาลที่ได้รับดังนี้ ส้มหนึ่งผลเท่ากับกล้วยหนึ่งผล เท่ากับฝรั่ง หรือแอ๊ปเปิ้ลครึ่งผล เท่ากับเงาะ 4 ผล เท่ากับชมพู่ 3 ผล แสดงว่าถ้ามื้อไหนกินกล้วยไปหนึ่งผลแล้วก็ไม่ควรกินผลไม้ชนิดอื่นอีก หรือถ้าจะกินก็ต้องลดส่วนลงค่ะ

ในส่วนของเนื้อสัตว์ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา หรือทดแทนด้วยโปรตีนจากเมล็ดแห้ง หรือเต้าหู้ ส่วนเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการแปลรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง ไม่ควรรับประทาน เพราะในการผลิตมักใช้เนื้อสัตว์ที่ติดมัน และใส่เกลือมาก

ส่วนอาหารกลุ่มไขมันให้พลังงานสูงสุดถึง 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม (ขณะที่กลุ่มแป้ง และเนื้อสัตว์จะให้พลังงานเท่ากัน คือ 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม) จึงเป็นกลุ่มที่แนะนำให้รับประทานในปริมาณน้อยที่สุด ควรเป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัว (ไม่ควรใช้น้ำมันจากไขมันสัตว์ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว และกะทิ) และหลีกเลี่ยงการรับประทานมาร์การีน เพราะจากขั้นตอนการผลิตทำให้มีกรดไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย ทำให้คอเลสเทอรอลสูง


ปรับความเคยชินสักนิด แล้วคุณจะรู้ว่าอิ่มอร่อยอย่างสุขภาพดีนั้นไม่ยากเลย



สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร 315/6 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400
โทรศัพท์ : (66-2) 644-4888 เบอร์แฟกซ์ : (66-2) 644-6736
อีเมล์ : webmaster@afrims.go.th