หมวดข้อมูล
บทความและงานวิจัย
jate2jate3 :: สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร ::
เรียนรู้โรคไตกันเถอะ
หากใครติดตามข่าวสารเป็นประจำ คงพอจะจำข่าวการขโมยไต  ข่าวนั้นนับว่าสร้างความตกอกตกใจให้กับคนในสังคม ไม่น้อย ทั้งคำถามที่มีต่อจริยธรรมแพทย์แล้ว อีกคำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยกันมากก็คือ โรคไตเป็นโรคอย่างไร ทำไมการผ่าตัดเปลี่ยนไตต้องมีความรีบเร่ง แม้จะผ่านมาหลายปี แต่โรคไตก็ไม่ได้เลือนหายจากความสนใจของผู้คนเพราะ ความจริงอย่างหนึ่งคือ สังคมไทยกำลังมีผู้ป่วยโรคไตมากขึ้น โดยปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยโรคไตไม่ต่ำกว่า 100,000 คน และกำลัง เพิ่มทุกปี ประการสำคัญ โรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่รับผ่าตัดเปลี่ยนไตได้มีผู้มาลงชื่อขอรับการเปลี่ยนไตหลายร้อยคน ซึ่งเงื่อนไข ที่จะเปลี่ยนไตนั้นต้องเป็นไตจากผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากสมองตายเท่านั้น และต้องรีบผ่าตัดภายในเวลาจำกัดก่อนที่เซลล์ต่างๆ ของไตจะตายไป ดังนั้นโอกาสที่แต่ละคนจะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตไม่ใช่เรื่องง่าย นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้เกิดการ ขโมยไต จึงขอนำท่านมารู้จักโรคไตวายเรื้อรัง  ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

อาการแรกเริ่มไตวายเรื้อรัง
ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย มีขนาดเท่ากำปั้นของผู้เป็นเจ้าของ รูปร่างคล้ายถั่วแดง อยู่ด้านหลังทั้งสองข้างของลำตัวในแนวระดับของกระดูกซี่โครงล่าง หรือเหนือระดับสะดือ มีหน้าที่คือ ขับถ่ายของเสียอันเกิดจากการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน (มีมากในเนื้อสัตว์ และอาหารจำพวกถั่ว) ควบคุมปริมาณน้ำ และเกลือแร่ และควบคุมการทำงานของฮอร์โมน
ดังนั้น หากเมื่อไหร่ไตมีความบกพร่อง หน้าที่การขจัดของเสีย และดูแลความสมดุลก็จะบกพร่องไปด้วย ซึ่งผู้ป่วยบางรายจะมีอาการบ่งชี้ แต่บางรายจะแสดงอาการก็อยู่ในระยะรุนแรงแล้ว
โรคไตมีอยู่ 8 ชนิด แต่ที่รุนแรงก็คือ ไตวายเรื้อรัง โดยอาการแรกที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ ซึ่งขณะนั้นผู้ป่วยยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นไตวาย คือ อาการอ่อนเพลีย ซึมๆ มึนงง นอนไม่หลับ คันตามร่างกาย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ความรู้สึกรับรสของลิ้นเปลี่ยนไป น้ำหนักลด ชาปลายมือปลายเท้า รู้สึกหนาวง่าย ปวดแสบปวดร้อนบริเวณเท้า ปวดศีรษะ เป็นต้น แต่อาการเหล่านี้ยังไม่ใช่อาการเฉพาะของโรคไต เพราะอาจพบในโรคอื่นๆ ได


อาการเตือนที่สำคัญ 6 อย่างที่ทำให้นึกถึงโรคไตคือ
1.  การเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย ปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะออกน้อยลง
2.  มีอาการแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะสะดุด หรือมีเศษนิ่วปนออกมา
3.  ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะมีสีน้ำล้างเนื้อ หรือปัสสาสะเป็นฟอง
4.  การบวมของใบหน้า เท้า และท้อง
5.  อาการปวดเอว หรือหลังด้านข้าง (ไม่ต่ำกว่าเอวหรือไม่อยู่กลางหลัง)
6.  ความดันโลหิตสูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีบางคนที่เป็นไตวาย แต่ไม่แสดงอาการเหล่านี้ จึงต้องอาศัยการตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัย

                นายแพทย์สิร  สุภาพ  แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไตได้กล่าวว่า โรคไตวายเรื้อรังมักเป็นผลแทรกซ้อนจากปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ผู้ป่วยประสบอยู่แล้ว จากการศึกษาพบว่า กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมีสาเหตุมาจากความดันโลหิตสูง และเบาหวาน นอกจากนี้ยังพบสาเหตุอื่นๆ อีกคือ เกาต์ เอสแอลอี ภาวะหัวใจวาย กรวยไตอักเสบเรื้อรัง รวมถึงการแพ้ยา

ควบคุมอาหารก่อนไตเสื่อมสภาพ
ในผู้ป่วยไตวายที่ยังสูญ เสียสภาพไตไม่มาก  จะต้องพยายามชะลอการเสื่อมของไตให้มากที่สุด ดังนี้

1.  ควบคุมอาหาร   โดยจำกัดอาหารที่มีโซเดียมมาก   ได้แก่อาหารที่มีรสเค็ม     ทั้งเกลือ น้ำปลา ซอส หรือพวกดองเค็ม ดองเปรี้ยว หรือที่มีรสหวานจัด
จำกัดอาหารที่มีโปรตีน และโพแทสเซียม ได้แก่ พวกเนื้อสัตว์ต่างๆ เครื่องในสัตว์ ไข่ นม พวกผัก หัวผักกาดสีแสด ผักชี ผักที่มีสีเขียวเข้ม ถั่ว ผลไม้แห้งทุกชนิด เช่น ลูกเกด ลูกพรุน และกากน้ำตาล ช็อกโกแลต มะพร้าวขูด
คำว่าจำกัดไม่ได้แปลว่ากินไม่ได้  แต่ว่าให้กินแต่น้อย ประมาณ 20-25 กรัมต่อวัน
                สำหรับผู้ป่วยที่เป็นไตวาย ขั้นรุนแรงจะต้องจำกัดปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวันให้เหมาะสมตามวิธีการคำนวณ ง่ายๆ คือ
ปริมาณน้ำดื่มแต่ละวัน = ปริมาณปัสสาวะของเมื่อวาน + 500 มิลลิลิตร
2.  รักษาด้วยยา เช่น ยาลดความดัน ยาจับฟอสฟอรัส หรือยารักษาความเป็นกรดในเลือด เป็นต้น
3.  ดูแลตนเอง โดยไม่ทำงานหนัก ไม่เล่นกีฬาหักโหม อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทุกวันโดยใช้สบู่อ่อน ทาผิวหนังด้วยน้ำมัน หรือครีม เพื่อลดอาการผิวแห้ง และคัน ตัดเล็บให้สั้น ทำความสะอาดปาก และฟันบ่อยๆ เพื่อลดการติดเชื้อ
แต่หากผู้ป่วยมีอาการถึงระยะสุดท้ายแล้วจะต้องล้างไตโดยการฟอกเลือดจาก เครื่องไตเทียม หรือผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งกระบวนการรักษาขั้นนี้ใช้เงินค่อนข้างสูง ดังนั้นก่อนที่จะปล่อยให้โรคไตคุกคาม เรามาหาวิธีป้องกันกันก่อนดีกว่า

กันดีกว่าแก้
จากการทดลองในหนูสองกลุ่มที่บรรพบุรุษของพวกมันมีความผิดปกติเกี่ยวกับไต โดยหนูกลุ่มแรกให้อาหารที่มีการควบคุมปริมาณโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และหนูกลุ่มที่สองให้อาหารตามปกติทุกอย่าง
ผลการทดลองปรากฏว่าไม่พบความผิดปกติของหนูกลุ่มแรก จึงสันนิษฐานในเบื้องต้นได้ว่า การลดโปรตีนสามารถหลีกเลี่ยงภัยจาก โรคไตได้
ดังนั้นจึงขอแนะนำให้บริโภคอาหารที่จะช่วยไม่ให้ไตทำงานหนักมากขึ้นคือ   ไม่กินแป้งที่ขัดขาว  งดเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก   ได้แก่ เนื้อ หมู ไก่ แล้วหันมาทานโปรตีนที่ได้จากพืช    และทานผลไม้เป็นอาหารยามว่าง   แทนที่จะเป็นขนมกรุบกรอบทั่วไป
นอกจากนี้นายแพทย์สิร สุภาพ ยังแนะว่า ให้หมั่นออกกำลังกาย และทำจิตใจให้สงบ แจ่มใส ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปควรจะตรวจปัสสาวะทุกปี เพื่อดูการทำงานของไตว่าปกติอยู่หรือไม่

หากคุณทำได้ตามนี้ จะสามารถหลีกหนีโรคภัยได้นานเลยค่ะ


สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร 315/6 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400
โทรศัพท์ : (66-2) 644-4888 เบอร์แฟกซ์ : (66-2) 644-6736
อีเมล์ : webmaster@afrims.go.th